Singapore เมืองแห่งการใส่ใจรายละเอียด DAY 3

DAY 3
วันนี้เราจะอยู่สิงคโปร์เป็นวันสุดท้ายแล้วครับ เพราะเราคิดว่า 3 วัน 2 คืน น่าจะเป็นเวลาที่พอเหมาะ พอดีที่จะใช้เที่ยวในสิงคโปร์ สำหรับวันนี้โปรแกรมก็วนเที่ยวจุดเด่นๆในสิงคโปรให้ครบเท่านั้น สิงคโปร์นี่ต้องชมเชยระบบการเดินทางขนส่งเค้ามากๆ เพราะสะดวกสบายกะเกณฑ์เวลาได้แน่นอน อีกทั้งรถ MRT ยังทั่วถึงทั้งประเทศ วันนี้เราเริ่มต้นวันด้วยการแวะชิมติ่มซำเป็นอาหารเช้าก่อนออกเดินทางกันครับ

ร้านนี้เปิด 24 ชั่วโมงครับ ร้านอาหารที่สิงคโปร์แทบทุกร้านที่เราแวะทาน แล้วเดินผ่านภายในร้านสะอาด การจัดวางเป็นระเบียบ เพราะรัฐบาลเค้าจะคำนึงถึงเรื่องนี้มากครับ จะมีการให้คะแนนเรื่องความสะอาดด้วย ส่วนร้านไหนเก็บเกินราคา ภายในร้านไม่สะอาด หรือไม่เก็บโต๊ะให้เรียบร้อย เค้าก็จะสั่งขึ้นแบล็คลิสเลยนะครับ เราว่าจุดนี้น่าสนใจมากถ้าเอามาประยุกต์ใช้กับบ้านเรานี่จะเป็นเรื่องดีเชียวครับ ผู้บริโภคจะได้สบายใจเวลาทานอาหาร

เมนูเช้านี้เราสั่งขนมจีบกุ้ง ซาลาเปาหมูแดง โกปี๊ แค่นี้เองครับ แต่อย่านึกว่าน้อยเชียวทานแทบไม่ไหวของเค้าแบบเนื้อแน่นมากๆ ขนมจีบกุ้งนี่กัดเข้าไปกุ้งเป็นตัวๆเลยนะครับ ไม่ใช่เศษกุ้งเนื้ออย่างแน่น สำหรับรสชาติยังไม่เท่าไหร่แต่เครื่องนี่ถึงมากๆ สนนราคามื้อนี้ประมาณ 300 บาท ครับ ถือว่าพอรับได้คุณภาพอาหารถือว่าเยี่ยมครับ





ยามเช้าย่านถนน Geylang จำนวนรถส่วนตัวของที่นี่นับว่าน้อยมากครับถ้าเทียบกับบ้านเรา เค้าว่ากันว่าคนมีรถส่วนตัว มีบ้าน ในสิงคโปร์นี่ถือว่าฐานะไม่ธรรมดานะครับ... วันนี้เราจะเดินทางไปน้ำพุแห่งความมั่งคั่ง หรือ Fountain of Wealth กันก่อนครับ โดยนั่ง MRT ไปลงที่สถานี Promenade แล้วเดินต่อไปอีกนิดเดียวก็ถึงเลย

จะอยู่ใจกลางของอาคาร Suntec City เลยครับ อีกในหนึ่งจะเหมือนอยู่ใจกลางฝ่ามือที่หงายขึ้นหมายถึงเงินทองที่จะไหลเข้ามาไม่ขาดมือ ตามหลักฮวงจุ้ย นอกจากนี้ยังที่นี่ยังเป็นน้ำพุที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยหนังสือ Guinness Book ได้บันทึกไว้ในปี พ.ศ. 2541 น้ำพุจะมีลักษณะเป็นสีบรอนซ์เงิน และมีวงแหวนล้อมรอบโดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 66 เมตร และสูง 13 เมตร เชียวครับ แต่วันที่เราไปโชคร้ายหน่อยที่เค้าไม่เปิดน้ำพุ เลยเห็นแต่เส้นรอบวง อดเป็นผู้ร่ำรวยเงินทองไม่ขาดมือเลยครับ กะว่าจะไปวนเพื่อให้เงินทองไม่ขาดมือสักหน่อย

สำหรับน้ำพุแห่งนี้สามารถเข้าชมได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆนะครับ เมื่อไปถึงแล้วจะเห็นเด่นชัดเลย

ความน่ารักของสิงคโปร์อีกอย่างที่เราสังเกตเห็นก็คือตามทางเดินบนสถานี MRT ต่างๆ เค้าจะตกแต่งตามลักษณะเด่นของแต่ละย่านนะครับ แต่ละสถานีจะไม่ซ้้ำกันเลย แสดงให้เห็นว่ารายละเอียดเล็กๆน้อยเหล่านี้เค้าไม่ได้ละเลยมันไป แต่กลับนำมาสร้างให้เป็นเอกลักษณ์ สถานีนี้เค้าใช้กระเบื้องเคลือบเป็นลายต่างๆมาตกแต่งไว้ทำให้แลดูสวยงามแปลกตา

หลังจากผิดหวังจากน้ำพุแล้วเราก็เดินทางต่อไปขึ้น Singapore Flyer เพื่อชมวิวประเทศสิงคโปร์กันครับ แต่ระหว่างทางเดินเราเจอเสาอารมณ์ประมาณเสาทางด่วนหรือเสา MRT นี่แหละครับ แต่ดูสิเค้ารู้จักเอาต้นตีนตุ๊กแกมาปลูกให้มันเลื้อยขึ้นไป ทำให้ลดความแข็งและอารมณ์ของสิ่งก่อสร้างที่ดูขัดหูกันตาไปได้มากทีเดียว นี่ไม่ใช่ที่แรกในสิงคโปร์ที่เราเจอแบบนี้นะครับ เค้าจะมีแทรกต้นไม้นั้นนี่ ทางเล็กๆน้อยๆ ก็จัดสรรใส่ลงไปจนได้ แล้วจะไม่ชมเค้าเรื่องความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆได้อย่างไร จริงๆแล้วเราว่ารัฐบาลเค้านี่มีความใส่ใจกับธรรมชาติและอารมณ์โรแมนติกไม่เบาเชียวนา

ราคาตั๋วอยู่ที่ 29.5 เหรียญสิงคโปร์หรือตีเป็นเงินไทยประมาณคนละ 700 บาทกับเศษอีกนิดหน่อย ใช้เวลาชมประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อที่จะให้เรานั่งชมวิวทั้งเกาะ แล้วถ้าอากาศดีๆยังสามารถมองไปเห็นเกาะสุมาตราได้อีกด้วย

ทางเดินก่อนเราขึ้นไปก็จะมีห้องนิทรรศการเล็กๆให้ชมนิดหน่อย และจะมีคนมาถ่ายรูปให้ก่อนขึ้นเพื่อนำไปตัดต่อในโปรแกรมมาให้เราตอนลงด้วย

แคบซูลต่อหนึ่งแคปซูลจะแบ่งให้นั่งตั้งแต่ 4-6 คนแล้วแต่ดวง

ก่อนขึ้นมาเค้าจะแจกเครื่องวิทยุเล็กๆ ลักษณะเหมือนวอให้มาใช้ฟังคนละเครื่อง พอเปิดเค้าก็เริ่มบรรยายถึงความเป็นมา ลักษณะภูมิประเทศ นั้นนี่โน้นให้ความรู้ไปเรื่อยๆ ใครใคร่ฟังก็ฟังไปชมไป ใครไม่อยากฟังก็ไม่ต้องฟัง เดินไปเดินมาชมวิวได้ตามสบาย

ส่วนภายในก็กว้างขวางดีไม่แออัด ขนาด 6 คนยังเดินได้สบายๆ มีพื้นที่เหลือให้ถ่ายรูปกันคนละมุม



หน้าอ่าวของเค้ามีแต่เรือสินค้าจอดเต็มไปหมด การค้าทางทะเลที่นี่คงเจริญรุ่งเรืองไม่น้อยเชียว


ภายในใหญ่หรือไม่ใหญ่ก็สังเกตจากตัวเราแล้วกันครับ นี่แค่มุมหนึ่งของแคปซูลเท่านั้นเอง


สูงพอๆกับตึกที่เค้าว่าสูงที่สุดในสิงคโปร์




อันนี้เด็ดมาก สนามฟุตบอลไม่มีเหรอ ชิ!!! อย่าได้แคร์ก็ถมทะเลมันสะเลยสิ เป็นไงครับบ้านเค้านี่ขนาดยังไม่เสร็จสมบูรณ์นะเนีย สนามฟุตบอลกลางทะเล ยังมีที่สำหรับให้มิตรรักแฟนเพลงมานั่งเชียร์อีกตั้งหาก


อีกมุมของเมือง


พอลงจากแคปซูล Singapore Flyer แล้วก็จะสามารถซื้อของที่ระลึกได้มากมายเลยครับ แต่ราคาค่อนข้างสูงพอสมควร พอเราเดินลงมาก็จะมีพนักงานคอยชี้ว่าให้ไปรับรูปที่ถ่ายก่อนขึ้น โดยมีเพ็คเกจให้เลือกหลายหลายตามความต้องการของแต่ละท่าน ราคาก็ค่อนข้างสูงอยู่เหมือนกัน เราเลยไม่ได้รับมา แต่จุดนี้ต้องส่งพนักงานที่ Singapore Flyer มาดูงานที่แก่งกระจานเมืองเพรช บ้านเรานะครับความเร็วต่างกันมาก ที่บ้านเรานี่รู้ตัวอีกทีหน้าเราไปอยู่บนจานเรียบร้อยแล้ว ความชำนาญยังสู้เราไม่ได้ ณ จุดนี้

หลังจากที่เราเดินดูของที่ระลึกจนเบื่อแล้ว เราก็เดินทางต่อไปที่ย่าน
Little India กันเลย... ลง MRT ที่สถานี Little India ตามชื่อเลยครับ




แวะทานอาหารกันอีกสักหน่อยนะครับ เนื่องจากวันนี้ใช้พลังงานตุเรง เต๊ะช่า ไปเยอะแล้วต้องเติมพลังกันหน่อย


มื้อนี้เราสั่งบะหมี่ กวางตุ้งผัดน้ำมันหอย ข้าวมันไก่ มาทาน บะหมี่ที่นี่เค้าจะถามทีหลังว่าคุณต้องการซุปแบบไหนต้มยำ ซุปธรรมดา หรืออะไรก็ว่าไป อาหารก็มันๆเลี่ยนๆ ครับ เออพูดถึงข้าวมันไก่แล้วนึกขึ้นได้ เราค่อนข้างผิดหวังกับข้าวมันไก่สิงคโปร์ ที่เค้าบอกอร่อยนัก อร่อยหนา ร้านไหนดังเราไปลองลิ้มชิมรสมาหมดแล้วครับ ไม่ถูกปากเลยส่วนตัวว่าไม่อร่อยเลย สู้บ้านเราไม่ได้อร่อยกว่าเยอะเลย


ถึงแล้วครับ สังเกตได้จากบรรยากาศจะเปลี่ยนแนวไปเลย


นึกว่านั่งประตูข้ามมิติมาโผล่ที่อินเดียเสียอีก พอเข้ามาย่านนี้ปุ๊บก็จะเจอร้านขายเครื่องเทศ เครื่องประดับแบบแนวอินเดีย สาหรีสีสันจัดจ้าน เต็มไปหมด ผู้คนก็แต่งตัวกันสีสันจัดจ้านสวยงามเชียวครับ


ย่านนี้จะมีห้างสรรพสินค้า Mustafa Center ที่ลำลือกันว่าของแบรนด์เนมวางขายเหมือนตลาดนัดบ้านเราเลยทีเดียว ก็ต้องไปพิสูจน์กันหน่อยว่าจริงหรือไม่






ระหว่างทางไป Mustafa Center เราก็แวะที่วัด Sri Mariamman ซึ่งไม่อนุญาตให้เข้าไปด้านในจึงสามารถถ่ายรูปจากด้านนอกได้เท่านั้น


ถึงด้านหน้าของ Mustafa Center แล้วครับเราเข้าไปกันเลยดีกว่า


ด้านหน้าก็จะมีพนักงานคอยตรวจตรา ให้ฝากกระเป๋าเป้หรือของได้หรือไม่ฝากก็ได้ตามใจครับ ดูเค้าจัดวางของสิครับ ไม่มีที่ให้หายใจเลยแน่นไปหมด

วางแบบของไม่มีคุณค่าเลยครับ แลดูราคาตกเลยแต่ละอย่าง

ของพวกนี้ของแท้ทั้งหมดนะครับ แต่เนื่องจากเค้าจัดให้มันดูแบบง่ายต่อการสัมผัส ไม่เหมือนบ้านเราต้องเจอพนักงานขายของตามเคาเตอร์ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ที่นี้ไม่มีพนักงานมากวนใจคุณให้หงุดหงิดนะครับ เดินได้ หยิบจับ ลองได้ตามใจ จะมีพนักงานอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ



โซนน้ำหอมก็จะมีให้เลือกตามใจชอบหลากหลานยี่ห้อ มีให้เทสตามใจด้วยนะเออ

จะรับ Gucci หรือ Anna Sui กันดีล่ะครับ ถ้ายังไม่ถูกใจก็มีแทบทุกยี่ห้อในโลกเลยนะครับ เราลองสำรวจมาแล้ว


อาหารก็มีให้เลือก ที่นี่จะมีน้ำมะม่วงขายอยู่เต็มไปหมดเลย หลากหลายยี่ห้อ ไม่แน่ใจว่าคนสิงคโปร์ชอบรสชาติมะม่วง หรือเป็นผลไม้ที่หาได้ง่ายที่สุดเพราะมันเยอะมากจริงๆ

อยากซื้ออะไรก็หยิบใส่ตะกร้าหรือรถเข็นมาจ่ายเงินตรงนี้ได้เลย...

เมื่อเดินด้านในเบื่อแล้วเราก็ออกมาเดินเล่นชมบรรยากาศด้านนอกกันอีกนิดหน่อยก่อนจะเดินทางเข้าเมืองและนั่ง MRT ไปสนามบินกันครับ



สาวๆ มาเดินช้อปกัน


หลังจากเดินเล่นย่านนี้อิ่มหนำสำราญดีแล้วเราก็เดินทางโดยรถ MRT ไปขึ้นเครื่องกลับที่สนามบินกันเลยครับ การเดินทางสะดวกสบายเป็นอย่างมากสำหรับสิงคโปร์ ข้อดีอีกอย่างของระบบขนส่งที่นี่คือสามารถคำนวณเวลาไปชัดเจนดีไม่ต้องให้มาลุ้นว่าจะเจอเหตุการณ์รถติด หรือสิ่งที่ทำให้ระทึก ตื่นเต้น ชั่วโมงสุดท้ายของการเดินทาง


สำหรับทริปสิงคโปร์เราขอลาไปด้วยภาพนี้นะครับ สำหรับทริปหน้าเราจะพาเดินทางไปเปิดโลกกว้างที่ไหน ประเทศหรือจังหวัดอะไร อย่าลืมติดตามกันต่อนะครับ....

Singapore เมืองแห่งการใส่ใจรายละเอียด DAY 2

DAY 2
เช้าวันนี้เราออกจากห้องพักแต่เช้า เพื่อเดินทางไป Sentosa แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้องครับ ระหว่างเดินทางไปขึ้น MRT ที่สถานี เราจึงแวะเติมพลังที่ร้านอาหารแถวถนน
Geylang เป็นร้านอาหารที่มีโซนของพวกพี่แขกเค้าครับ

รสชาติจัดจ้านมากครับ สำหรับแกงและก็มีปลาทอด ไก่ทอด แป้ง และข้าว เผ็ดแบบเผ็ดร้อนเครื่องเทศ รสชาติก็ธรรมดาพอประทังชีวิตได้แต่ถ้าเป็นคนทานไม่เยอะแนะนำให้สั่งจานเดียวมาแบ่งกันครับ เพราะกินกันไม่ไหวจริงๆมาเป็นถาดเลย ไปทานอาหารที่ไหนไม่เคยอร่อยเหมือนทานที่เมืองไทยเลยจริงๆครับ อาหารที่นี่ไม่ว่าฝั่งแขก หรือฝั่งจีน จะรสชาติจืดๆมันๆ แทบทั้งนั้น

หลังจากที่ท้องอิ่มก็ออกเดินทางไปสู่ Sentosa กันต่อ โดยขึ้น MRT จากสถานี Kallang ไปลงสถานี
Vivocity ไม่ต้องกลัวหาไม่เจอครับเพราะที่นี่จะมีป้ายบอกไปตลอดทาง ทุกอย่างเป็นระเบียบหมดหาง่าย พอมาถึงก็เข้าตึก Vivocity เดินขึ้นไปบนชั้น 3 สามารถซื้อบัตรไปกลับสำหรับค่าต่อ MRT สาย Sentosa คนละ 3 เหรียญสิงคโปร หรือใช้บัตร EZ-Link ได้เลยครับ นั่งชมนกชมไม้ ไม่ถึง 5 นาทีก็ถึง Sentosa แล้วครับ

เรามาถึงตั้งแต่ 8 โมงเช้า ยังไม่ทันเปิดขายตั๋วกันเลยครับ ก็เลยเดินเล่นถ่ายรูปนั่นนี่โน้นไปเรื่อย วันนี้อากาศร้อนอบอ้าวมากครับ ขนาดยังไม่สายมากก็ร้อน แดดเปรี้ยงเลย

ป้ายบอกทางไม่ต้องกลัวหลงเลยครับ
ทางไป Casino ต้องลงบันไดเลื่อนไปอีกชั้นนะครับ
สำหรับผู่ที่เตรียมจะไป Casino ต้องแต่งกายสุภาพถึงจะเข้าได้นะครับ กางกางต้องขายาว รองเท้าหุ้มส้นเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้วไม่ให้เข้า....

นายคนนี้ไม่รู้เครียดอะไร นั่งทำท่าคิดหนัก
Merlion อีกตัวที่ Sentosa สงสัยเราจะไปเช้าเกินไปเลยไม่ยอมพ่นน้ำ แต่ก็ดีไปอย่างนะครับไปเช้าๆ ไม่ต้องแย่งมุมถ่ายรูปกับคนอื่นๆ

Merlion จริงๆแล้วเค้าออกแบบมาเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของคณะกรรมการส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศสิงคโปร 1964 โดยนายฟราเชอร์ บรูนเนอร์ ต่อมาไม่นานเจ้าสัตว์ประหลาด หัวเป็นสิงโต หางเป็นปลา ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของสิงคโปรในสายตาของคนทั่วโลก ส่วนตัวที่เป็นสิงโต หมายถึงสิงโตที่เจ้าชายซางนิลา อุตามะ ได้พบตอนที่เจอเกาะสิงคโปร์ ใน ค.ศ. 11 และส่วนหางที่เป็นปลา เป็นสัญลักษณ์ของเมืองโบราณที่ชื่อว่า "เทมาเซ็ค" เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลได้ว่า ทะเล จึงกลายเป็น Merlion หรือ สิงโตทะเล ด้วยประการฉะนี้แล

ร้านขายขนมหวานตกแต่งร้านอย่างน่ารัก น่าเอ็นดู
ตัวนี้ก็น่ารัก
ตู้ขายตั๋วยังไม่เปิดเลยครับ คนก็เริ่มมากขึ้นตามเวลา ที่นี่นับว่าเป็นสถานที่ ที่ครบวงจรมากครับ มีทั้งโรงแรม สวนสนุก ทะเล casino ร้านอาหาร และอื่นๆอีกมากมาย

มุมนี้มุมบังคับ ใครมาไม่ได้ถ่ายรูปกับ Universal ถือว่ามาไม่ถึงนะครับ...
เดินมาด้านหลังจะเป็นชายหาดครับ สำหรับเกาะ Sentosa เดิมเป็นเกาะของหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งต่อมาเกิดโรคระบาดจนผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก เลยได้ชื่อเป็นภาษามลายูว่า บลากัง มาติ (Balakang Mati) ซึ่งหมายถึงเกาะแห่งความตาย ต่อมาสมัยสงครามโลก อังกฤษใช้เกาะนี้เป็นป้อมปราการเพื่อป้องกันการโจมตีทางน้ำ และเมื่อปี 1968 หลังจากที่อังกฤษถอนทัพไปแล้ว รัฐบาลสิงคโปร์จึงได้ปรับปรุงเกาะให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเปลี่ยน ชื่อเกาะเป็นเซ็นโตซ่า (Sentosa) ซึ่งหมายถึงสันติภาพและความสงบสุข และเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการในปี 1972

สำหรับสนนราคาค่าเข้าสวนสนุกอยูที่ 66 เหรียญสิงคโปรต่อคน ตกเป็นเงินไทยก็ประมาณ 1,600 บาทต่อคน ราคาค่อนข้างแพง สำหรับท่านใดต้องการจองตั๋วหรือหาข้อมูลก่อนไปสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.sentosa.com.sg นะครับ

เดินรอไปรอมาอากาศก็เริ่มร้อนตั๋วก็ยังไม่ได้จองมา เก้าโมงก็ยังไม่เปิดขาย คุณเธอก็เริ่มบ่นๆร้อนๆ แพงๆ ไม่อยากเข้าคนเยอะ ไม่อยากเบียด เราเลยต้องเปลี่ยนแผนกระทันหันก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ในระหว่างเที่ยว เอาละครับงานเข้าแล้ว เอาไงดีละทีนี้ คิดไปคิดมามีอยู่ที่หนึ่งน่าจะไม่ร้อนอากาศคงธรรมชาติดี ไปสวนนกจูล่งดีกว่า คิดได้ดังนั้นก็นั่งรถออกเพื่อเดินทางไปสวนนกจูล่งทันทีทันใดเลยครับ โดยนั่งรถ MRT โดยไปลงที่สถานี Boon Lay จากนั้นก็นั่งรถเมล์สาย 194,251 ไปลงหน้าสวนนกได้เลยครับ

ชาวเมืองสิงคโปร์กำลังรอรถเมล์กันอยู่ครับ ที่นี่เราชอบมากตรงที่ว่ารถเมล์จะจอดตรงป้าย ถ้าไม่มีป้ายจะไม่จอดรับผู้โดยสารเลยครับ ทุกอย่างเป็นระเบียบหมด

สภาพบนรถเมล์เค้าครับ
รถเมล์หรือระบบขนส่งต่างๆในสิงคโปร์สามารถใช้บัตร EZ-Link ได้ทั้งหมดครับ เพียงแค่นำบัตรไปแตะก่อนขึ้นและลงรถเท่านั้น ซึ่งสะดวกมากแต่ถ้าไม่ได้ทำมาก็สามารถจ่ายเงินสดได้ตรงทางขึ้นได้

ส่วนตั๋วค่าเข้าจะมีสองราคานะครับ คือถ้า 40 เหรียญสิงคโปร์ก็จะได้ถ่ายรูปกับนกแก้ว มีนกนั้นนี่มาเกาะแขนให้ถ่ายรูปอย่างใกล้ชิดใครชอบแบบนี้ก็เลือกซื้ออันนี้ กับ 23 เหรียญสิงคโปรเดินชมนก ชมไม้ตามใจ จะไปถ่ายตรงไหนก็ตามใจ ประมาณนั้น ถ้าขี้เกียจเดินก็จ่ายค่ารถนั่งชมอีก 2.50 เหรียญสิงคโปร์

พอซื้อเสร็จเค้าก็จะมีคูปองสำหรับนั่งรถ มาให้คนละสามสถานีเพื่อไว้สำหรับนั่งรถชมแต่ละสถานี
ก่อนขึ้นรถไปชมด้านในเราก็เดินมาดูตรงขุดแรกกันก่อนครับ
ตรงนี้เป็นบ้านเพนกวิ้นครับ ทำน่ารักดีมาก ด้านนอกจัดแต่งเป็นเรือ
ด้านในก็จัดสรรพื้นที่ให้เพนกวิ้นน้อยๆน่ารักว่ายน้ำ แล้วก็มีพื้นที่สำหรับเดินเล่น กว้างขวางดี สุขภาพจิตของกวิ้นน้อยก็ดีครับ บ่งบอกถึงความใส่ใจของสวนนกจูล่งว่าไม่ได้ทอดทิ้ง ได้รับความดูแลเป็นอย่างดี ไม่ดูน่าสงสารเหมือนกวิ้นที่บนห้างในบ้านเรา...

ของที่ระลึกหน้าบ้านของเพนกวิ้นครับ มีตัวเล็กตัวน้อย หลากหลายราคาแล้วแต่จะเลือก
ต่อมาอีกหน่อยก็เป็นถิ้นของเจ้านกแก้วเค้าครับ เกาะคอนกันแต่ละตัวสวยๆทั้งนั้นเลย
อันนี้ถ้าตั๋ว 60 เหรียญจะมีมาเกาะแขนให้ถ่ายรูปได้ด้วยนะครับ เหมือนซาฟารีเวิลด์บ้านเราเลย

หลังจากขึ้นรถเพื่อชมสวนนกแล้ว ก็จะเห็นวิวทิวทัศน์ในมุมสูง จริงๆจะมีการแสดงต่างๆของนกด้วยนะครับแต่ตอนเราไปเค้าเพิ่งแสดงเสร็จไปเลยอดดูตามระเบียบ

คือมีกรงนกนั้นนี่ทุกจุดเลยครับ มีแต่กรงใหญ่ๆ เห็นนกตัวกระจิ๊ด นกอะไรบ้างก็มองไม่ทัน มีแต่กรงขนาดใหญ่กับต้นไม้ เอาไงดีละทีนี้ หลังจากนั่งไปจนครบสถานีแล้วมันหงุดหงิด ไม่ได้ดังใจเห็นแต่กรงนกมันจะงามตรงไหน ตัดสินใจเดินเลยครับทีนี้ เดินกลับไปใหม่อีกครั้ง

เจอเจ้านี้เลย เฮ้อ!!! ค่อยชื่นใจน้อยไม่ใช่เห็นแค่กรงมุมสูงไม่ได้เรื่องเลย เสียค่าโง่กันไปตามระเบียบครับ
ฟลามิงโก้กำลังเต้นรำลั่นล้า แลน่ารัก
เค้าจะแบ่งเป็นโซนๆ โซนนี้มีนกนั้นนี่โน้น ซึ่งอยากแนะนำให้เดินชมจะดีกว่าครับ มีทั้งน้ำตก บรรยากาศดีๆ นั่งรถคุณจะไม่ได้เห็นอะไรเลย อย่างที่บอกคือเห็นแต่ต้นไม้กับกรงนกสูงๆขนาดใหญ่เต็มไปหมด

กล้องวงจรปิดไว้ดูไข่นกที่กำลังจะฟักเป็นตัว
โซนนี้เป็นโซนของนกที่มีขนาดใหญ่มากๆ อย่างนกกระจอกเทศ จริงๆยังมีอีกหลายชนิดมากแต่ด้วย เราพกกล้องขนาดเล็กไปพอถ่ายมาแล้วภาพมันจะเบลอเลยเก็บมาได้ไม่หมดทุกตัว

และนกก็มีหลากหลายชนิดมากจริงๆครับ บางอย่างก็เคยเห็น บางตัวก็ไม่เคยเห็นมาก่อนมีหลากหลายชนิด แบ่งไว้ในกรงขนาดใหญ่และกว้างขวาง (ลักษณะเหมือนโดม กว้าง หลังคาสูงเทียมยอดไม้) ให้เราสามารถเดินเข้าไปด้านในได้เพื่อชมนกได้ จะมีนกบางตัวเดินตามเรา บางตัวก็บินมาวนเวียนใกล้ บางตัวก็กินผลไม้ เชื่องมากๆครับ อากาศก็เย็นสบายดี ไม่อบอ้าวเหมือนในเมือง

เพนกวิ้นว่ายน้ำเล่นในสระจำลอง จริงๆเราประทับใจที่นี่นะครับ แต่เนื่องจากคุณภาพของกล้องที่พกติดตัวไปไม่ดีเท่าที่ควรจึงไม่สามารถเก็บภาพได้มากดังใจต้องการ เอาไว้ให้เพื่อนๆไปลุ้นกันเองบ้างดีกว่า

พอชมนกชมไม้กันสมควรแก่เวลาแล้วเราก็เดินทางกลับเข้าเมือง เพื่อจะไปชมสถานที่ท่องเที่ยวยามราตรี และไฟในเมืองสิงคโปรกันต่อครับ แต่ก่อนอื่นต้องแวะหาอะไรเติมพลังกันก่อน

จานนี้เป็นข่าวผัดใส่ไข่ดาว เน้นไข่ดาว สำหรับราคาค่าอาหารต่อหนึ่งจานร้านธรรมดาก็อยู่ที่ราคาโดยประมาณ 100- 200 บาท ครับแล้วแต่ชนิดของอาหาร อันนี้ยังไม่รวมค่าน้ำนะครับ

จานนี้คือหมูผัดพริกไทยดำ เค้าใส่พริกไทยเยอะมากจนท้องปั่นป่วนเลยครับ ทานนิดหน่อยอร่อยดี แต่ทานไปทานมาออกแนวเลี่ยน สำหรับสิงคโปร์จะมีห้างสรรพสินค้าแทบทุกมุมเมืองนะครับ หากต้องการไปช้อปปิ้งรับรองไม่ผิดหวัง เพราะห้างสรรพสินค้าเยอะมากเดินไปทางไหนก็เจอแต่ราคาก็พอๆกับบ้านเรา บางอย่างก็ถูกกว่าไม่กี่ร้อย บางอย่างก็แพงกว่า แต่ก็จะมีสินค้าแบรนเนมบางอย่างที่บ้านเรายังไม่มีนะครับ

ย่าน River Quay จะมีผับและร้านอาหารมากมายให้เลือกนั่งชิวๆ ได้ตามถนัดเลยครับ สำหรับท่านที่อยากไปโยกย้ายส่ายสะโพกก็ไม่ผิดหวังเดินไปด้านในก็มีให้เลือกอย่างหลากหลาย

เราชอบตึกแถวนี้มากเพราะทาสีสันได้สวยงาม หวานจับใจทีเดียว
ร้านนี้ดังครับ ที่เค้าว่าจัดร้านเป็นคลินิค ให้ผู้ป่วยมารักษาพยาบาล ออกสื่อและแนะนำในหนังสือท่องเที่ยวไปทั่วโลกทีเดียว
เก้าอี้สำหรับนั่งดื่มกินครับ แต่ทีเด็ดยังไม่หมดแค่ตรงนี้
นี่ครับเราไปยืนดูผู้มาใช้บริการในร้านนี้ เค้าดื่มเหล้ากันทางสายน้ำเกลือนะเออ คือจะให้เรานั่งรถเข็นแล้วมีเสาสำหรับแขวนน้ำเกลือ เหมือนในโรงพยาบาลแบบนั้นเลยครับ ก็จะเอาเหล้าหรือเบียร์ที่เราสั่งมาแขวนไว้บนเสา คือมันเป็นถุงน้ำเกลือเราดีๆนี่แหละครับ แต่เปลี่ยนเป็นเหล้า หรือเครื่องดื่มที่เราสั่งไปมาแทน เสร็จแล้วก็จะให้เราดื่มผ่านทางสายยาง ที่เหมือนสายน้ำเกลือเวลาเราป่วยเลย เพียงแต่เปลี่ยนหัวตรงเข็มให้เป็นจุกสามารถดูดน้ำจากตรงนั้นได้ เออเอากะแกสิ แต่เราดูไปดูมาแลน่าสงสารคนที่มาดื่นกินนะครับเหมือนคนป่วยอาการหนักแต่อดที่จะดริ้งไม่ได้เลย

Singapore flyer ยามค่ำคืน
ตึกทุเรียนเปิดไฟสว่างจ้า สวยเชียวครับ
เมืองเค้าเปิดไฟกันขนาดนี้ไม่รู้ต้องเสียค่าไฟเดือนละเท่าไหร่นะเนี่ย เอหรือว่าจะมีนโยบายจ่ายค่าไฟฟ้าครึ่งหนึ่งเหมือนบ้านเรา ก็ว่าไปนั้นครับ จริงๆแล้วเราว่าคงเป็นเพราะต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวประเทศเค้ามากกว่า ถ้าไม่มีตึกสูงๆ ไฟสวยๆแบบนี้ สิงคโปร์ก็จะไม่มีจุดดึงดูดให้น่าสนใจเลยจริงๆครับ

เพราะบ้านเค้าไม่ได้มีน้ำตก มีป่าเขา ธรรมชาติสวยงามเหมือนบ้านเรา
จึงต้องคิดค้นหาวิธีเรียกนักท่องเที่ยวเพื่อเป็นรายได้หลักอีกทางหนึ่ง
เกิดเป็นคนไทยแสนสุขใจ ธรรมชาติรื่นรมย์ น้ำตก ป่าเขา ทะเล เรามีหมด ตึกสูงระฟ้า ห้างใหญ่ๆ เราก็มีข้าวของก็ราคาพอสู้ไหว จงภูมิใจเถิดครับที่เกิดเป็นคนไทย ขนาดบ้านเค้าไม่มีอะไรยังพยายามสร้างนั้นนี่ เพื่อพัฒนาประเทศของตัวเอง มีกฎระเบียบทุกสิ่งทุกอย่าง ตรงไหนมีพื้นที่ว่างสิงคโปร์จัดต้นไม้ สนามหญ้า ไปใส่หมดนะครับ ขนาดร่องเล็กๆในสถานี MRT พี่แกยังเอาดินไปลงเพื่อปลูกต้นไม้นะเออ เราเห็นแล้วนึกชมเลยว่าความพยายามเป็นเลิศ ละเอียดอ่อนมากจริงๆ

สำหรับเราแล้วแค่รักษาไว้ อย่าไปทำลายแค่นั้นเองครับ ง่ายๆ ถ้าไม่สร้างก็อย่าทำลายบ้านเราก็น่าอยู่แล้วครับ หลังจากเดินชมไฟยามค่ำคืนจนอิ่มแล้วก็ลาไปพักผ่อนเก็บแรงเพื่อตะเวนเที่ยวในวันพรุ่งนี้แล้วครับ อย่าลืมติดตามกันต่อในวันที่สามนะครับ....

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Copyright © 2012 เดินทาง ไปกับ MY Travelers ท่องเที่ยว เป็นมากกว่าที่คุณคิด l ท่องเที่ยว l เดินทาง l Travelers | ข อ ใ ห้ ส นุ ก กั บ ก า ร ท่ อ ง เ ที่ ย ว กั น ทุ ก ค น .
Design by MY Travelers